พฤติกรรมสัตว์กับแผ่นดินไหว

ภัยแผ่นดินไหวนั้น ยังไม่มีมนุษย์คนใดที่สามารถค้นข้อมูลหรือสร้างเทคโนโลยีใดมาทำนายแผ่นดินไหวล่วงหน้าได้เลยสิ่งเดียวที่ป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียชีวิตคือการป้องกันตัวเองขณะเกิดแผ่นดินไหวเท่านั้น ทว่าเหล่าสัตว์ต่างๆสามารถรับรู้การเกิดแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิ รวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติอื่นๆได้อย่างเม้นยำ ซึ่งพฤติกรรมสัตว์ที่แสดงออกมานั้นจะมีการแสดงพฤติกรรมออกมาพร้อมกันและเป็นพฤติกรรมที่ประหลาดออกมาได้อย่างชัดเจน ซึ่งสัตว์เหล่านี้สามารถรับรู้เหตุการณ์เหล่านี้ได้ล่วงหน้า นักวิทยาศาสตร์ยังอธิบายสาเหตุของพฤติกรรมสัตว์ที่แสดงออกมายังไม่แน่ชัด ซึ่งมีทฤษฎีสันนิฐานว่า สัตว์นั้นมีสัมผัสที่ไวกว่าสัมผัสของมนุษย์มากโดยประสาทสัมผัสของสัตว์นั้นละเอียดอ่อนมากกว่ามนุษย์หลายเท่า มีการบันทึกเหตุพฤติกรรมสัตว์มานานนับศตวรรษแล้วที่ทำนายถึงแผ่นดินไหว และคลื่นสึนามิล่วงหน้าได้ เช่น เหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ ปี 2004 มีการระบุว่าก่อนเกิดเหตุหนึ่งวัน ฝูงนกบริเวณเกาะสุมาตราพากันบินหลบหนีเป็นฝูงอย่างน่าแปลกและก่อนเกิดคลื่นสึนามิ 1 ชั่วโมงในไทย เหล่าช้างเลี้ยงได้แสดงพฤติกรรมออกมาเช่น ร้องเสียงดังและหลบหนีออกจากฝั่ง รวมถึงมีเหตุวาฬบูลด้าเกยหาดทางชายฝั่งอ่าวไทยก่อนเกิดสึนามิเพียง 2 วัน

ในปี พ.ศ. 2538 ก่อนเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น ได้มีเหล่าสุนัขเห่าหอนเป็นเวลานานในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนแผ่นดินไหว, แผ่นดินไหวที่ เมืองตังฉาน ประเทศจีน ปี พ.ศ. 2519 มีรายงานว่าก่อนเกิดแผ่นดินไหวเพียง 2 ชั่วโมง หมีแพนด้าร้องโหยหวนและเอามือกุมหัว ต่อมาเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 7.8 และมีผู้เสียชีวิตถึง 240,000 ราย นอกเหนือจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแล้วยังมีรายงานเกี่ยวกับสัตว์เลื้อยคลานที่แสดงพฤติกรรมประหลาด เช่น ฤดูหนาวในปี 1855 ก่อนเกิดแผ่นดินไหวแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น มีรายงานว่า งู, ตะขาบ, กิ้งกือ เลื้อยออกมาแข็งตายจำนวนมาก นั่นทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสัตว์รับรู้ได้ถึงพลังงานของแผ่นดินไหวล่วงหน้าได้ชัดเจนมาก

แสงประหลาดขณะเกิดแผ่นดินไหว

แผ่นดินไหวยังเป็นภัยธรรมชาติที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถทำนายล่วงหน้าได้เลย ไม่มีใครรู้ถึงว่าจะเกิดแผ่นดินไหวเมื่อใดซึ่งข้อมูลจากการเกิดแผ่นดินไหวนั้นรู้เพียงว่าเกิดการการปรับสมดุลของแผ่นเปลือกโลกที่เคลื่อนที่ตลอดเวลาทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนตามมา ทั้งนี้ระหว่างเกิดแผ่นดินไหวก็จะมีปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่หาชมยากคือ แสงประหลาดที่เกิดขึ้นขณะแผ่นดินไหว แสงดังกล่าวจะมีลักษณะคล้ายกับแสงจากฟ้าแล็บหรือแม้แต่แสงที่มีลักษณะคล้ายกับรุ้งกินน้ำหรือแสงออโรร่า แสงเหล่านี้นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า แสงแผ่นดินไหว จะเกิดขึ้นระหว่างการเกิดแผ่นดินไหว หรือ ก่อนเกิดแผ่นดินไหว แสงประหลาดนี้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถหาคำอธิบายถึงสาเหตุการเกิดได้ มีการเสนอทฤษฎีหลายอย่างที่กล่าวถึงแสงประหลาดที่เกิดขึ้นระหว่างการเกิดแผ่นดินไหวทั้งทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์รวมไปถึงทฤษฎีสบทบคิดของรัฐบาลในประเทศมหาอำนาจที่มีการกล่าวอ้างว่ากล่าวกับการทดลองบางอย่าง ซึ่งนั่นอาจจะดูไกลตัวไป สำหรับทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มีการหยิบเอาข้อมูลต่างๆมาพูดถึลแสงแผ่นดินไหว เช่น เกิดจากสนามไฟฟ้าเข้มจากเพียโซอิเล็กทริก ซึ่งสนามไฟฟ้านี้ทำการเสียดสีและแรงเครียดที่ปล่อยออกมาจากเปลือกโลกและทำให้เกิดการเรืองแสง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการหยิบยกเอาทฤษฎีอย่าง UFO มาใช้มาแล้ว แม้ว่าทฤษฎีทั้งในวิทยาศาสตร์, ทฤษฎีการสมทบคิด หรือแม้แต่ทฤษฎีเกี่ยกับ UFO ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าแสงแผ่นดินไหวเกิดขึ้นจากอะไรและเกิดขึ้นได้อย่างไร นอกจากแสงแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นนั้นยังมีทฤษฎีของพฤติกรรมสัตว์ต่างๆที่มักแสดงพฤติกรรมประหลาดก่อนการเกิดแผ่นดินไหว และภัยพิบัติอื่นๆ ซึ่งตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ยังงงว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

แผ่นดินไหว เกิดขึ้นอย่างไร

แผ่นดินไหว เป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ร้ายแรงมาก เมื่อมันเกิดขึ้นก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล แผ่นดินไหวคือการสั่นสะเทือนของพื้นดิน เกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกซึ่งรุนแรงมากน้อย ตามการเคลื่อนตัวและแรงเสียดทาน แผ่นดินไหวมักเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาซึ่งเป็นการปรับสมดุลของเปลือกโลก บางครั้งเราอาจไม่รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน นักธรณีวิทยาเชื่อว่าแผ่นดินไหวเกิดขึ้นบนโลกเราวันละ 1,000 ครั้ง แต่เป็นการสั่นไหวขนาดเล็กซึ่งเราแทบไม่รู้สึกเลย

แผ่นดินไหวมักเกิดขึ้นตามแนวรอยเลื่อนขนาดใหญ่ของเปลือกโลก ซึ่งมีมากในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งเป็นจุดที่เรียกว่า วงแหวนแห่งไฟ มักเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้งและขนาดความรุนแรงตั้งแต่ ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่การเคลื่อนตัวของชั้นหินขนาดใหญ่และมีการเสียดสีแตกหักและการโอนถ่ายพลังงานมหาศาล ศูนย์กลางของแผ่นดินไหวนั้นมักเกิดขึ้นใต้จุดเปลือกโลกลึกลงไปหลายกิโลเมตร แผ่นดินไหวเกิดขึ้นได้ทั้งบนพื้นดินและใต้ทะเล ซึ่งการเกิดขึ้นใต้ทะเลก่อให้เกิดคลื่นสึนามิได้

แผ่นดินไหวเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างหนึ่งที่นักธรณีวิทยายังไม่สามารถทำนายการเกิดได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดได้ยากและไม่สามารถคำนวณได้เลยว่าแผ่นดินไหวเกิดขึ้นเมื่อใด ซึ่งภายใต้โลกของเราเป็นชั้นของความร้อนและลาวาจำนวนมาก ความร้อนที่สะสมอยู่ใต้โลกนั้นในบริเวณใดบริเวณหนึ่งตามจุดรอยเลื่อนนั้นอาจมีการสะสมพลังงานใต้พื้นโลก ที่เรียกว่าความเครียด เมื่อความร้อนสะสมมากขึ้นก็จะถูกปลดปล่อยออกมา การวัดแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวโดยเริ่มแรกถูกตั้งชื่อการวัดแบบโมเมนต์ ซึ่งถูกปรับระดับเป็นตัวเลข ต่อมาจึงวัดระดับเป็นมาตราริกเตอร์ แต่มาตรานี้เป็นมาตราท้องถิ่นจึงมีการตั้งมาตราแบบสากลว่า แมกนิจูด ในปัจจุบัน

 

 

 

ผลกระทบของแผ่นดินไหวและความเชื่อ

แผ่นดินไหวเกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกเพื่อปรับสมดุลของแผ่นเปลือกโลกให้คงที่ ซึ่งเกิดจากการปลดปล่อยพลังงานใต้โลก ซึ่งรุนแรงมากหรือน้อยตามการสะสมของพลังงานความร้อน บริเวณรอยต่อของเปลือกโลก ซึ่งเป็นบริเวณแนวรอยเลื่อนที่มีพลังมากที่สุด แผ่นดินไหวส่วนใหญ่เกิดขึ้นมากในญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่มีแผ่นดินไหวมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่แนวรอยเลื่อนของเปลือกโลกพอดี

แผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากธรณีภาคใต้เปลือกโลก เมื่อเกิดแผ่นดินไหวจะส่งผลกระทบมากเมื่อมันเกิดขึ้น โดยแผ่นดินไหวที่เกิดนั้นจะรุนแรงมากน้อยตามแรงเค้นของเปลือกโลกหากเกิดขึ้นอย่างรุนแรงจะส่งกระทบต่อสิ่งปลูกสร้างต่างๆทำให้เกิดการถล่มของภูเขา รวมถึงผลกระทบทางอ้อมที่เกิดขึ้น การเกิดแผ่นดินไหวใกล้กับภูเขาไฟ อาจทำให้ภูเขาไฟระเบิดได้  อีกทั้งหากเกิดในจุดที่มีภูเขาสูงชันก็คงเกิดการถล่มของแผ่นดินขนาดใหญ่ทับบ้านเรือนได้ หรือหากเกิดขึ้นใต้ทะเลก็อาจก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิ ซัดถล่มตามแนวชายฝั่ง ยิ่งทำเกิดความเสียหายมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันมีการสร้างตึกระฟ้าและมีโครงสร้างเหล็กกล้าที่แข็งแรง ยืดหยุ่นต่อการเกิดแผ่นดินไหว

ในสมัยโบราณมีความเชื่อถึงการเกิดแผ่นดินไหวมากมาย เช่น คนญี่ปุ่นเชื่อว่าแผ่นดินไหวเกิดจากปลาดุกยักษ์ที่อาศัยอยู่ใต้ดิน เมื่อมันเคลื่อนตัวก็จะทำให้เกิดแผ่นดินไหว หรือ ชาวโรมันเชื่อว่าแผ่นดินไหวใต้ทะเลเกิดขึ้นเพราะเทพโพไซดอนกระทืบเท้าลงท้องทะเล ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนและคลื่นสึนามิ และความเชื่ออีกอย่างคือ เทพวัลแคนซึ่งเป็นช่างตีเหล็กได้ตีเหล็กและเกิดแรงสั่นสะเทือนมหาศาลและไฟที่เกิดจากการตีก็ทำให้เกิดภูเขาไฟระเบิดด้วย

เดอะบิ๊กวัน หรือ รอยเลื่อนซานแอนเดรส

บนโลกมีรอยเลื่อนที่มีพลังอยู่มากมาย ซึ่งรอยเลื่อนนั้นจะมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวที่รุนแรงซึ่งรอยเลื่อนดังกล่าวกระจายอยู่มากในพื้นที่ต่างๆทั่วโลก โดยเฉพาะตามแนวรอยเลื่อนรอบมหาสมุทรแปซิฟิก มีรอยเลื่อนที่มีชื่อเสียงมากบนโลก และหนึ่งในนั้นคือ รอยเลื่อนซานแอนเดรส (San Andreas Fault) รอยเลื่อนขนาดใหญ่ที่มีพลังมากและมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในอนาคต

รอยเลื่อนซานแอนเดรส (San Andreas Fault) หรือ เดอะบิ๊กวัน เป็นรอยเลื่อนขนาดใหญ่และยังมีพลังมากตั้งอยู่บริเวณตะวันตกของสหรัฐอเมริกา พาดผ่านรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่มีใหญ่ต่างๆ เช่น ลองแองเจอลิส, ซานฟรานซิสโก, ซานดิเอโก รอยเลื่อนซานแอนเดรสเป็นรอยเลื่อนที่ค้นพบโดย ศาสตราจารย์แอดรูว์ ลอว์สัน นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในปี ค.ศ. 1895 รอยเลื่อนนี้พาดผ่านด้วยความยาว 1,300 กิโลเมตร รอยเลื่อนซานแอนเดรส เกิดขึ้นโดยแผ่นเปลือกโลกแปซิฟิกและแผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือชนกันและมีการเคลื่อนที่สวนทางกัน ซึ่งการเกิดแผ่นดินไหวตามรอยเลื่อนซานแอนเดรสจะเป็นแผ่นดินไหวแบบแนวราบ ซึ่งเกิดแผ่นดินไหวนี้เกิดขึ้นทุกวันซึ่งในระดับ 0 – 2 แมกนิจูดซึ่งอยู่ในระดับเบามากจนไม่รู้สึก

ซานแอนเดรส หรือ เดอะบิ๊กวัน เคยเกิดการสั่นสะเทือนรุนแรงในอดีตหลายครั้ง อย่างเช่น การเกิดแผ่นดินไหวในเมือง ซานฟรานซิสโก เมื่อวันที่ 18 เมษายน ปี 1906 ซึ่งรอยเลื่อนซานแอนเดรสพาดในจุดใต้ทะเลพอดี แผ่นดินไหวขนาด 7.8 แมกนิจูดในช่วงเช้าทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากในเมืองและเกิดเพลิงไหม้ครั้งรุนแรงที่สุดของเมือง โชคที่แผ่นดินไหวเกิดในแนวราบทำให้ไม่มีการเกิดสึนามิ

 

 

 

 

แผ่นดินไหวที่จังหวัดเชียงราย ปี 2557

แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นทั่วโลกมีความรุนแรงที่แตกต่างกันไปตามความรุนแรงของพลังงานใต้เปลือกโลก แม้แต่ในประเทศไทยซึ่งมีแนวรอยเลื่อนที่ยังมีพลังอยู่ แม้ว่าจะไม่ใช่รอยเลื่อนใหญ่แต่รอยเลื่อนในไทยก่อให้เกิดความเสียหายได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น เมื่อปี พ.ศ. 2557 เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงมีจุดศูนย์กลางอยู่ในประเทศไทยบริเวณจังหวัดเชียงราย ทำให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างจำนวนมาก

แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้น เมื่อเวลา 18.08 น. ตามเวลาประเทศไทย เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขึ้นซึ่งจุดศูนย์กลางอยู่ที่อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2557 ต่อมาสำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา ได้สรุปจุดรายงานของแผ่นดินไหวใหม่ว่า จุดศูนย์กลางอยู่ที่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย แผ่นดินไหวครั้งนี้นับว่าเป็นแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงมากที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยวัดแรงสั่นสะเทือนได้ถึง 6.3 แมกนิจูด ความลึก 7 กิโลเมตร แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดจากการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนพะเยา อีกทั้งยังเป็นแผ่นดินไหวในระดับตื้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบอย่างมาก แผ่นดินไหวมีความรุนแรงยังรู้สึกไปไกลถึง ตัวเมืองเชียงใหม่ ลำปาง รวมถึงตึกสูงในกรุงเทพ ได้รับรู้แรงสะเทือน โดยเฉพาะในตัวเมืองเชียงรายซึ่ง ท่าอากาศยานเชียงรายได้รับผลกระทบอย่างหนักแต่มีรายงานว่า รันเวย์และสนามบินไม่ได้รับความเสียหาย

อีกทั้งโบราณสถาน โดยเฉพาะวัดต่างๆในเชียงรายได้รับความเสียหายอย่างหนัก ในวัดอุดมวารีมีพระรูปรูปองค์เกิดความเสียหายมาก รวมถึงวัดร่องขุ่น ที่โดยแรงสั่นสะเทือนทำให้เกิดความเสียหายต่อสถาปัตยกรรมของวัด ซึ่งต้องใช้เวลาปรับปรุงนานถึง 2 ปี นอกจากนี้ทางหลวงต่างๆได้รับความเสียหายหนัก เกิดรอยแตกใหญ่รวมถึงบ้านเรือนประชาชนทำได้ความเสียหาย นับว่าเป็นแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงอีกเหตุการณ์หนึ่งของไทย

 

 

แผ่นดินไหวมหาสมุทรอินเดีย ปี 2004

หายนะภัยที่คนไทยและคนทั่วโลกไม่มีวันลืมคือ เหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิ เมื่อปี 2004 เหตุการณ์นี้นับว่าเป็นแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงที่สุดในคาบสมุทรอินเดีย มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นเหตุภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่ไม่มีวันลืมเลือน ย้อนกลับไปในวันที่ 25 ธันวาคม ปี 2004 นักท่องเที่ยวจากทุกประเทศทั่วโลกต่างเดินทางมาพักยังสถานที่ท่องเที่ยวชายทะเลต่างๆ ทั้งในประเทศไทย และประเทศใกล้เคียงในแถบมหาสมุทรอินเดีย ทุกคนกำลังสนุกสนานกับการเฉลิมฉลองในค่ำขึ้นของวันคริสต์มาส

ในช่วงเช้า ของวันที่ 26 ธันวาคม 2004 เป็นช่วงที่แดดจ้า ฟ้าปลอดโปร่ง ทุกคนไม่รู้เลยว่าใต้เปลือกโลกแผ่นอินเดียและยูเรเซียกำลังสะสมพลังจนถึงขีดสุด แผ่นดินเดียมุดลงไปใต้แผ่นยูเรเซียเมื่อมุดลงไปมากขึ้น แผ่นยูเรเซียเกิดดีดตัวอย่างรุนแรง ก่อเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงบริเวณทางเหนือของเกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย ในเวลา 07.58 น. ศูนย์กลางลึกลงไปใต้ดิน 30 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนที่ความรุนแรงระดับ 9.3 แมกนิจูด เขย่าเกาะสุมาตราทำให้บ้านเรือน ตึก ต่างๆพังถล่มลงมา ต่อมาเกิดคลื่นสึนามิสูง 30 เมตรเข้าถล่มชายฝั่งเมืองบันดา อาเจะห์ บนเกาะสุมาตรา คลื่นเคลื่อนตัวเรื่อยๆมา จนถึงชายฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทยในเวลาประมาณ 10.00 น. คลื่นความสูง 10-11 เมตร พัดถล่มชายฝั่งจังหวัดต่างๆของประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตมีความเสียหายอย่างหนัก คลื่นเคลื่อนตัวถล่มชายฝั่งประเทศอื่นๆแถบมหาสมุทรอินเดีย เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 240,000 คน และถูกจัดเป็นแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงติดอันดับ 3 ของโลก และเป็นเหตุการณ์คลื่นสึนามิในมหาสมุทรอินเดียครั้งรุนแรงที่สุดนับจากการระเบิดของภูเขาไฟกรากะตัว ปี 1883

 

 

แผ่นดินไหวประเทศเฮติ ปี 2010

ประเทศเฮติ เป็นประเทศมีลักษณะเป็นเกาะตั้งอยู่ในแถบทะเลแคริเบียน และเป็นประเทศที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นมาก ซึ่งประเทศเฮติตั้งอยู่ใกล้กับแผ่นเปลือกโลกแคริเบียน และแผ่นอเมริกาเหนือ ซึ่งตั้งในช่วงรอยเลื่อน อีกทั้งบริเวณของประเทศเฮติมีลักษณะเป็นดินอ่อนและโคลนชุ่มน้ำ เช่นเดียวกับพื้นที่ในกรุงเทพ เมื่อเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อบ้านเรือนและทรัพย์สิน ซึ่งแผ่นดินไหวรุนแรงครั้งนี้เกิดขึ้นวันที่ 12 มกราคม ปี 2010 ศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองหลวงราว 25 กิโลเมตร แผ่นดินไหวรุนแรงครั้งนี้เกิดขึ้นที่ความลึก 13 กิโลเมตร ความรุนแรง 7.0 แมกนิจูด เนื่องจากพื้นที่อาศัยในประเทศเฮตินั้นมีบ้านเรือนปลูกอย่างแออัด ทำให้ช่วงเกิดแผ่นดินไหวก่อเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงและมีผู้คนได้รับผลกระทบกว่า 3 ล้านคน และเป็นแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในเฮติ

หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหว นานาประเทศได้ตอบสนองต่อเหตุการณ์ภัยพิบัติด้วยการส่งความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม รับประกันที่จะส่งเงินสนับสนุนและส่งทีมกู้ภัยและทีมแพทย์ วิศวกร และพนักงานช่วยเหลือ ระบบการสื่อสาร สิ่งอำนวยความสะดวกในการขนส่งทางอากาศ ทางบก และทางน้ำ โรงพยาบาล เนื่องด้วยประชาชนของเฮติมีจำนวนมาก ทำให้อาหารที่ส่งมาไม่เพียงพอ ประชาชนมีการแย่งชิงอาหารและน้ำจนการจราจรขึ้น หลากหลายประเทศเพิ่มกำลังการช่วยเหลือเพิ่มมากขึ้น นักธรณีวิทยาระบุว่าพื้นที่บริเวณเฮตินั้นเป็นดินอ่อน เมื่อเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงจะเกิดความเสียอย่างหนักรวมถึงอาคารที่สร้างนั้นไม่ได้ออกแบบรองรับแผ่นดินไหวรุนแรง ในเหตุการณ์นั้นมีผู้เสียชีวิตราว 213,000 – 220,000 คน ประชาชนไร้ที่อยู่อาศัยกว่า 3 ล้านคน